ผู้ป่วยคนแรก

นักมวย ผู้ป่วยคนแรก ของจังหวัด กลับจากเวทีลุมพินี เที่ยวผับหน้าราชภัฏฯ

 นักมวย ผู้ป่วยคนแรก ของจังหวัด กลับจากเวทีลุมพินี เที่ยวผับหน้าราชภัฏฯ (22 มีนาคม 2563) เมื่อเวลาประมาณ  10.00 น. ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สำนักงานสาธารณสุขของจังหวัดเลย ต.นาอาน อ.เมืองเลย จ.เลย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อมด้วย นพ.อุดมศักดิ์ บุญส่งทรัพย์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ.เลย นพ.สมชาย ชมภูคำ รอง นพ.สสจ.เลย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเลย มีคณะผู้บริหาร ผอ.รพ.ทุกอำเภอ นายอำเภอทุกอำเภอ แถลงข่าวพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 รายแรกของจังหวัดเลย

นพ.อุดมศักดิ์ บุญส่งทรัพย์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลเลย ได้เปิดเผยว่า ในส่วนของจังหวัดเลยนั้น จากการตรวจสอบและเฝ้าระวังพบผู้ที่ติดเชื้อโควิด 19 จำนวนทั้งหมด 1 ราย เป็นเพศชาย อายุประมาณ 24 ปี มีอาชีพเป็นนักมวย มีประวัติการเข้าชมมวยที่สนามมวยลุมพินี

เมื่อประมาณวันที่ 6 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมานี้  ตอนนี้ได้เข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเลย ซึ่งผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อโควิด 19 โดยไม่มีอาการ อยู่ในการดูแลมาตรฐานของกรมการแพทย์พิเศษคนไข้อยู่ในห้องความดันลบ

ปัจจุบันอาการของผู้ป่วย ไม่มีไข้ สุขภาพปกติทุกอย่าง มาตรการคือดูแลและสอบสวนโรค เพื่อหาผู้ที่มีความเกี่ยวข้อง ผู้ที่สัมผัสโรคทั้งหมด เพื่อนำมาตัวมาตรวจเพิ่มเติม และตอนนี้ผลสำรวจพบผู้ที่มีความเสี่ยง สัมผัสโรคสูง เป็นจำนวนหนึ่ง กำลังดำเนินการมาตรการติดตามผู้ป่วยมาตรวจเพิ่มเติม ส่วนผู้ติดเชื้อโควิด 19 รายแรกของจังหวัดเลย ทราบว่ามีการไปที่สาธารณะ และไปเที่ยวผับแห่งบริเวณหน้ามหาวิทยาลับราชภัฎเลย คืนวันที่ 12 มีนาคม 2563

 

ขุดคลอง

หนุ่มสงขลา ใช้เวลา 17 ปี ขุดคลอง กลางป่า ให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์

         ชายชาวสงขลา วัย 41 ปี ใช้เวลาประมาณ 17 ปี เพื่อ ขุดคลอง ด้วยมือกลางป่าพรุน้ำน้อย จนกลายเป็นหนึ่งในคลองที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ให้ชาวบ้าน

ที่ จ.สงขลา มีเรื่องราวที่น่าทึ่งของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ลงแรงขุดคลองด้วยสองมือของเขา ความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ใช้เวลานานกว่า 17 ปี และในปัจจุบันนี้กลายเป็นแหล่งทำมาหากินและใช้ประโยชน์ของชาวบ้านทั้งให้ควายกินน้ำ ปลูกผักบุ้งและในการหาปลา ชายคนนี้คือ นายจิระศักดิ์ มีสวน อายุ 41 ปี หรือ พี่หมาน เป็นชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 2 ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งมีอาชีพเลี้ยงควายอยู่ในพื้นที่บริเวณทุ่งพรุน้ำน้อย ในหมู่2 ต.น้ำน้อย ซึ่งเป็นทุ่งพรุและซับน้ำที่ใหญ่ที่สุดของ อ.หาดใหญ่ เนื้อที่กว่า 5,000 ไร่

และมีคลองอยู่สายหนึ่งซึ่งเป็นคลองเล็กๆกลางทุ่งพรุความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ที่ นายจิระศักดิ์ หรือพี่หมาน ลงทุนลงแรงขุดด้วยมือของเขาเอง โดยใช้แค่พลั่วเพียงอันเดียวเป็นเครื่องทุ่นแรง มีความกว้างประมาณ 10 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร และปัจจุบันมีน้ำขังตลอดทั้งปีและชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ในการปลูกผักบุ้ง หาปลามาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และควายได้กินน้ำในคลองเล็กๆสายนี้

 ซึ่งนายจิระศักดิ์ เล่าถึงความเป็นมาของคลองที่ตนได้ใช้มือขุดขึ้นมาเพียงคนเดียวตลอดระยะเวลา 17 ปี ว่า มีอาชีพเลี้ยงควายอยู่ในทุ่งพรุน้ำน้อยมาทั้งชีวิต เรียกว่าใช้ชีวิตตั้งแต่ตะวันขึ้นจนถึงตะวันตกดินอยู่ที่พรุแห่งนี้มาเกือบทั้งชีวิต และเริ่มลงมือขุดคลองมาเมื่อประมาณปี 2546 เพื่อเชื่อมต่อกับคลองตันและคลองขุด

         ซึ่งเป็นคลองสายหลักของทุ่งพรุน้ำน้อย และใช้เวลาว่างจากการเลี้ยงควาย ขุดมาเรื่อยๆตลอดเวลาประมาณ 17 ปี จนในปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นคลองที่อยู่กลางทุ่งพรุน้ำน้อย ที่ใช้น้ำในคลองเอาไว้เลี้ยงควาย ปลูกผักบุ้งกิน และชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอีกด้วย และจนถึงตอนนี้ตนก็ยังขุดลอกคลองแห่งนี้ในช่วงที่คลองตื้นเขินเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย 

 

ขุดคลอง

หนุ่มสงขลา ใช้เวลา 17 ปี ขุดคลอง กลางป่า ให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์

 

ขุคลอง

หนุ่มสงขลา ใช้เวลา 17 ปี ขุดคลอง กลางป่า ให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์

ดวงดีอีกแล้ว

โป๊งเหน่ง เชิญยิ้ม ดวงดีอีกแล้ว อ่างน้ำมนต์ฤๅษีเณรให้โชค 120 ใบ

          ตลกชื่อดังถูกหวยอีกครั้ง ดวงดีอีกแล้ว สำหรับ โป๊งเหน่ง เชิญยิ้ม ได้โชคมาจากอ่างน้ำมนต์อาศรมฤๅษีเณร ถูกหวยเลขท้าย 2 ตัวตรงๆถึง 120 ใบ

  นักข่าวรายงานว่า (3 มีนาคม ) ที่อาศรมฤๅษีเณร ม.4 ต.โพแตง อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา นายพงษ์ศักดิ์ โสภักดี หรือ โป๊งเหน่ง เชิญยิ้ม ลูกศิษย์อาจารย์ฤๅษีเณร ธาตุพุทธคุณ หลังจากที่ถูกรางวัลลอตเตอรี่ รางวัลเลขท้าย 2 ตัว เลข 98 จำนวน120 ใบ มูลค่า 240,000 บาท

เนื่องจากงวดที่ผ่านมา เลขอ่างน้ำมนต์เข้าทั้ง 2 ตัวและ 3 ตัว ทำให้ประชาชนเริ่มทยอยเข้ามาแก้บนกันเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว  โดยนำของเล่นและน้ำแดงมาถวายกุมารทองเจ้าสัวเฮงและนำฟักทองมาถวายพ่อปู่ฤๅษีพรหมเมศ เนื่องจากถูกรางวัลจากเลขท้ายสองตัว 98 งวดประจำวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2563 เนื่องจากเป็นตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในอ่างน้ำมนต์

ทางด้านของ โป๊งเหน่ง เชิญยิ้ม ได้บอกว่า งวดนี้ตนเองได้เลขมาจากทะเบียนรถเหมือนเดิม เนื่องจากมีคนทักมาว่าตนจะได้โชคได้ลาภจากรถของตนเอง ซึ่งงวดที่แล้วเลขท้าย 2 ตัว ออก 94 ทะเบียนรถของตนเองคือ 8494 ซึ่งมีเลข 4 ที่เป็นเลขซ้ำกัน

ตนจึงได้ตัด 4 ออกเหลือเพียงแค่เลข 8 และเลข 9 เพื่อนำมาซื้อลอตเตอรี่ ซึ่งตรงกับอ่างน้ำมนต์ของอาศรมฤๅษีเณร คือเลข 98 ซึ่งถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว จำนวน 120 ใบ  เพราะว่าตนเองมั่นใจในเลขที่ได้ เพราะทะเบียนของตนยังไปตรงกับรถยนต์ของอาจารย์ฤๅษีเณรธาตุพุทธคุณเหมือนกัน

ทั้งนี้ โป๊งเหน่ง เชิญยิ้ม ยังได้เชิญชวนประชาชน หากว่าอยากจะโชคดีมีโชคลาภแบบตน ให้เข้ามากราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์ในสำนักอาศรมฤๅษีเณร ทั้งพ่อปู่ฤๅษีพรหมเมศและกุมารทองเจ้าสัวเฮงเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

โป๊งเหน่ง เชิญยิ้ม ดวงดีอีกแล้ว อ่างน้ำมนต์ฤๅษีเณรให้โชค 120 ใบ

 

โป๊งเหน่ง เชิญยิ้ม ดวงดีอีกแล้ว อ่างน้ำมนต์ฤๅษีเณรให้โชค 120 ใบ

 

ขยะติดเชื้อ

ผวา ขยะติดเชื้อ ถุงน้ำยาล้างไตใช้แล้วถูกโยนทิ้งริมถนน เกือบพันถุง

(2 มีนาคม 63) เพจเฟซบุ๊ก ปทุมธานีที่นี่มีแต่เรื่อง ได้โพสต์รูปภาพถุงน้ำยาล้างไตถูกทิ้งไว้ข้างถนน พร้อมเขียนข้อความว่า “โรคระบาดก็กำลังลุกลามอย่างรวดเร็ว ถ้ายิ่งมักง่ายแบบนี้ก็คงจะไปกันใหญ่ สภาพถุงน้ำยาล้างไตและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ถูกทิ้งภายในซอยบงกช 40 ถนนเลียบคลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ควรจะมีการจับเก็บที่ดีกว่านี้เพราะเป็น ขยะติดเชื้อ มักง่าย!!!”

จากนั้นก็มีแฟนเพจได้เข้าไป แสดงความคิดเห็นประณามการกระทำของผู้นำมาทิ้งเป็นจำนวนมาก ซึ่งจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่บริเวณถนนเลียบคลองสองฝั่งตะวันตก ปากซอยสะพานสีม่วง ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

จากการตรวจสอบพบว่าซอยนี้เป็นซอยที่เปลี่ยวและมักมีคนมักง่ายนำขยะทุกชนิดมาทิ้งเอาไว้บ่อยครั้ง โดยมีป้ายห้ามทิ้งของทางเทศบาลเมืองคลองหลวงติดอยู่เพื่อให้ประชาชนที่พบผู้ทิ้งขยะช่วยแจ้งเบาะแสแก่ทางเจ้าหน้าที่และนำไปสู่การจับกุม โดยที่บริเวณปากซอยพบถุงน้ำยาล้างไตจำนวนมากเกือบๆ 1,000 ถุง ถูกทิ้งเอาไว้ ซึ่งโดยปกติแล้วถุงเพวกนี้เป็นขยะที่ติดเชื้อที่ต้องกำจัดแบบถูกวิธีเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ทางด้านเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขเทศบาลเมืองคลองหลวง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ รพ.สต.คลองสอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมทั้งเก็บถุงน้ำยาล้างไตใส่ในถุงแดง ซึ่งเป็นถุงที่บ่งบอกถึงขยะติดเชื้อนำกลับไปเพื่อทำลายอย่างถูกต้อง พร้อมกับฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคด้วย

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่บอกว่า น่าจะเป็นสถานพยาบาลที่นำมาทิ้งไว้ไม่น่าจะเป็นของผู้ป่วยตามบ้าน เพราะมีจำนวนมากเกือบๆ 1,000 ชิ้น หากเป็นของประชาชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่มีการแนะนำการปฏิบัติการกำจัดขยะติดเชื้ออย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายอยู่แล้ว

ขยะติดเชื้อ

อาการป่วย

สาธารณสุข ยืนยัน หน้ากากอนามัยแบบมีสารเคลือบ ค่อยใช้ตอนมี อาการป่วย

         นายทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 10 แถลงวันนี้ (2 มีนาคม ) ว่าหน้ากากอนามัยแบบที่มีสารเคลือบสำหรับใช้ในการแพทย์ (Surgical Mask) แนะนำให้ใช้ตอนที่ผู้ใช้มี อาการป่วย เท่านั้น เนื่องจากว่าการผลิตทำได้จำกัดและเมื่อมีความต้องการจากผู้ที่ใช้งานพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ก็อาจทำให้เกิดการขาดตลาดได้

ก่อนหน้านี้ แพทย์รายหนึ่งในสหรัฐให้ความเห็นว่า ผู้ที่ไม่มีอาการป่วยไม่ต้องใช้หน้ากากอนามัย เมื่ออยู่ในที่สาธารณะ ขณะเดียวกันการสวมใส่หน้ากากอนามัยจะยิ่งทำให้มือของผู้ใช้สัมผัสกับใบหน้าตัวเองเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องใช้มือในการถอด ใส่ หรือจัดหน้ากากอนามัย จึงยิ่งเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อมากเพิ่มขึ้นอีกด้วย

 สาธารณสุขวิเทศก์รายนี้บอกว่า ชุดความรู้นี้เป็นความจริงทั้งหมด 

“อันที่ 2 เป็น Surgical Mask เป็นหน้ากากอนามัยแบบที่มีสารเคลือบด้านหน้านะครับ เพื่อป้องกันการซึมผ่านของละอองต่างๆ หยดของสารคัดหลั่งจากร่างกายทั้งหลาย ตรงนี้เราขอเน้นย้ำให้กับคนที่ป่วยและบุคลลที่ได้รับผิดชอบผู้ป่วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่บอกว่าแจกไป 3 ชิ้นเนี่ย ก็คือ ไว้ตอนป่วยนะครับ ค่อยใช้ เพราะว่าตอนนี้เกิดดีมานด์มากๆ ต้องการกันเยอะๆแล้วเอาอันนี้ใช้กันเลย เพราะฉะนั้นมันก็เลยทำให้ขาดตลาด เพราะฉะนั้นใช้เมื่อมีความจำเป็นจริงๆ อย่างที่ต่างประเทศก็ให้ข้อมูลชุดนี้มาเหมือนกัน ซึ่งก็ถูกต้องตามที่เค้าให้ข้อมูลมานะครับ” นายทวีศิลป์ บอก

นอกจากนี้ นายทวีศิลป์ ยังบอกถึงหน้ากากอนามัยอีก 2 ประเภท คือ หน้ากากแบบผ้า ที่สามารถทำได้เอง และหน้ากากอนามัยแบบ N95 (เอ็นเก้าห้า) โดยหน้ากากอนามัยแบบผ้าป้องกันโรคไม่ได้อยู่แล้ว 100% แต่ก็เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับคนมากๆและมีความเสี่ยงที่ต่ำ ขณะที่หน้ากากแบบ N95 จะใช้ก็ต่อเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อแล้วเท่านั้น

 นายทวีศิลป์ ย้ำว่า ไม่ว่าจะใส่หน้ากากอนามัยอย่างไร ก็ขอให้ใส่ให้ถูกประเภท

 

เสียชีวิต

ชายไทย วัย 35ปี เสียชีวิต จาก โควิด-19 รายแรกในประเทศไทย

เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. ของวันนี้ (1 มีนาคม 2563 ) มีการแถลงข่าวความคืบหน้าของสถานการณ์ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า

มีผู้ เสียชีวิต 1 รายเป็นชายชาวไทย เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้ ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก ร่วมกับติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งรักษาตัวมาเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะย้ายมาเข้ามารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูรเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์  แต่ตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ซึ่งไข้เลือดออกเป็นโรคที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงอยู่แล้ว เมื่อเป็นพร้อมกันจึงยากต่อการดูแลรักษา

  อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้ป่วยรายนี้ได้ทำเต็มที่แล้ว พร้อมกับแสดงความเสียใจมายังญาติของผู้ที่เสียชีวิตดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ว่า

“ผู้ป่วยชายชาวไทยอายุประมาณ 35 ปี ทำงานขายสินค้าและติดไวรัส covid-19 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 18.25 น.

ผู้ป่วยรายนี้ไม่มีโรคประจำตัวใดๆทั้งสิ้น และได้เข้ารับการดูแลรักษาตามมาตรฐานที่โรงพยาบาลบำราศนราดูร โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิกฤติหลายๆท่าน และได้รับเครื่องช่วยให้ออกซิเจนในเลือด ECMO

แต่เนื่องจากประเทศไทยได้รับยา favipiravir ในระยะหลัง โดยผู้ป่วยมีอาการที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ใส่เครื่องช่วยหายใจและถึงแม้ว่าจะทำให้เชื้อไวรัสหายไปหมดก็ตาม แต่มีเนื้อปอดเสียหายมากๆและในที่สุดผู้ป่วยก็ได้เสียชีวิตอย่างสงบ

นี่เป็นตัวอย่างที่สำคัญว่าโรคนี้สามารถแพร่ได้ในคนที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยเท่านั้น และแม้แต่ไม่มีโรคประจำตัวก็มีอาการถึงขั้นวิกฤตได้

นอกจากนั้นการวินิจฉัยเบื้องต้น ผลจากห้องปฏิบัติการออกมาว่า เป็นไข้เลือดออก ทำให้พยาบาลที่เข้าไปดูแลในวันแรกติดเชื่อไวรัสนี้ไปด้วย และมีอาการปอดบวมขั้นรุนแรงทั้งสองข้างแต่ได้รับยาทัน และกลับบ้านไปแล้วแต่อย่างไรก็ตามมีเนื้อปอดที่เสียหายอยู่ระดับหนึ่ง”

ข่าวปลอม

ศูนย์ต่อต้านเฟคนิวส์ ข่าวผู้ป่วยติดโควิด-19 ที่ ม.ดัง นครปฐม เป็นข่าวปลอม

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีข่าวออกมาให้เห็นในสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่มีผู้โพสต์ข้อความว่า ในมหาวิทยาลัยย่านนครปฐมมีผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 ทางศูนย์ต่อต้าน ข่าวปลอม ได้ตรวจสอบความจริงกับทาง กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลปลอมทั้งหมด

และทางมหาวิทยาลัยต้นเรื่องได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า มีคนที่เข้าข่ายต้องสงสัยว่าอาจสัมผัสเชื้อไวรัส COVID-19 หลังจากที่เดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการส่งบุคคลดังกล่าวเข้ารับการตรวจแล้ว ผลการตรวจด้วยวิธีการมาตรฐาน พบว่าไม่มีการติดเชื้อไวรัส COVID-19

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าไปหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆและเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ของเชื้อไวรัส COVID-19 สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://ddc.moph.go.th/index.php หรือโทร. 1422 ได้ตลอด 24 ชม

 

โรคติดต่อที่อันตราย

ประกาศแล้วว่า COVID-19 เป็น โรคติดต่ออันตราย ให้สิทธิ์สั่งปิด กักตัวผู้ป่วย

         เพิ่มอำนาจสั่งปิดสถานที่ กักตัวผู้ป่วยโควิด 19 หลังราชกิจจาฯ ประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตราย 

ราชกิจจาฯ เปิดเผยว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563
เรื่อง ชื่อและอาการที่สำคัญของ โรคติดต่ออันตราย ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2563 โดยประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)) เป็นโรคติดต่อที่อันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อพ.ศ.2558  เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดต่อที่อันตราย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคที่หนึ่งและมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อพร้อมออกประกาศให้

ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่อที่อันตรายที่สุด (ฉบับที่3) พ.ศ. 2563
ข้อ 2 ประกาศนี้ให้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ถัดจาก วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (14 ) ของข้อ 1 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่อที่อันตรายที่สุด พ.ศ. 2559 (14) โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019(COVID-19)) ซึ่งจะมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หอบเหนื่อยหรือมีอาการของโรคปอดอักเสบ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลวและอาจจะถึงขั้นเสียชีวิต

ทั้งนี้ประกาศฉบับนี้จะส่งผลให้ รัฐมีอำนาจในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรค สามารถสั่งปิดสถานที่ต่างๆ สามารถสั่งหยุดงานและมีอำนาจกักตัวผู้ต้องสงสัยเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ ถ้าหากมีการฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกและปรับตามอัตราที่กำหนด

นักข่าวเกรดต่ำ

สื่อดัง ถามกลับนักวิชาการ หลังถูกรีทวิตข้อความตำหนิ นักข่าวเกรดต่ำ

กรณีที่สมาชิกของทวิตเตอร์รายหนึ่ง นำคลิปรายการที่นายกนก รัตน์วงศ์สกุล นำเสนอเกี่ยวกับการรวมตัวของกลุ่มนิสิตนักศึกและมีการตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ร่วมชุมนุมส่วนใหญ่สวมใส่หน้ากากอนามัยเพราะกลัวว่าคนอื่นจดจำใบหน้าของตนได้ เนื่องจากมีการนำป้ายข้อความล่อแหลมมาร่วมชุมนุมด้วย โดยในทวิตเตอร์ยังมีการระบุข้อความเชิงตำหนิว่า “นักข่าวเกรดต่ำ

ภายหลัง ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ม.หอการค้าไทย และเป็นนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสังคม ซึ่งใช้ทวิตเตอร์ @dr_mana รีทวิต พร้อมกับเขียนข้อความเอาไว้ว่า “ได้แต่ถอนหายใจกับความคิดแบบนี้ ของคนที่อ้างตัวว่าเป็น สื่อ เฮ้อ…

ซึ่งนำไปสู่การโต้ตอบผ่านหน้าจอทีวี และมีการส่งข้อความส่วนตัวไปถามจากฝั่งนักวิชาการ ว่าทำไมถึงต้องตำหนิการทำหน้าที่ของสื่อด้วย เพราะคนที่ต่อว่าตนว่าเป็น นักข่าวเกรดต่ำ ก็ยังไม่รู้ความจริงของการนำเสนอรายการในครั้งนั้นเลยด้วยซ้ำ

ล่าสุด ดร.มานะ โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์อีกครั้ง พร้อมกับข้อความว่า “ไหนๆผมก็ถูกสื่อดัง พูดขึ้นจอแล้ว หลายๆคนอาจจะงงว่าต้นตอของเรื่องนี้มาจากไหน มันมาจาก Tweet นี้ ที่ตัวผมเองไป Re-tweet พร้อกับมีความคิดเห็น ต่อจากนั้น มีการ inbox มาตามภาพ ด้วยความเคารพ ผมไม่ขอแสดงความคิดเห็นต่อ ขอบคุณครับ” ขณะที่ข้อความดังกล่าว กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

สื่อดัง ถามกลับนักวิชาการ หลังถูกรีทวิตข้อความตำหนิ นักข่าวเกรดต่ำ

 

สื่อดัง ถามกลับนักวิชาการ หลังถูกรีทวิตข้อความตำหนิ นักข่าวเกรดต่ำ

 

สื่อดัง ถามกลับนักวิชาการ หลังถูกรีทวิตข้อความตำหนิ นักข่าวเกรดต่ำ

 

สื่อดัง ถามกลับนักวิชาการ หลังถูกรีทวิตข้อความตำหนิ นักข่าวเกรดต่ำ

 

 

 

 

รังสิมันต์

รังสิมันต์ โรม ยอมรับ โกรธมาก หลังรู้ตัวไม่ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ บิ๊กป้อม

         รังสิมันต์ โรม รับ รู้สึกโกรธมากๆหลังรู้แน่นอนแล้วว่าจะไม่ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ ปมป่ารอยต่อ 5 จังหวัด “บิ๊กป้อม” เหตุเตรียมงามแบบหามรุ่งหามค่ำ  

วันที่ 28 กุมภาพันธ์  นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊ก  Rangsiman Rome  รังสิมันต์ โรม

รับรู้สึกโกรธมากๆ วินาทีที่รู้ว่าจะไม่ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ เรื่องป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ภาคตะวันออก ของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เหตุเตรียมงานอย่างหนักมาตลอดหลายเดือนตั้งแต่เช้าจนถึงตอนดึก บางวันเลิกตี 1 ตี 2 แต่ไม่ลืมอ้อนแฟนคลับในโซเชียลแม้แต่ครั้งเดียว บอกแต่ว่า พอเห็นกำลังใจจากทุกๆท่านที่ให้ผมแล้ว ต้องบอกก่อนเลยว่าหายเหนื่อยเลยครับ

          ตั้งแต่ได้รับมอบหมายให้อภิปรายเรื่อง #ป่ารอยต่อ ของพลเอกประวิตร ผมกับทีมงานเตรียมข้อมูลมาหลายเดือนมากๆ เข้าเดือนสุดท้ายก่อนอภิปราย ผมแทบไม่มีเวลาที่จะด้ทำอย่างอื่น เช้าจนดึก บางวันเลิกตี 1 ตี 2

         จากที่เคยตอบข้อความ ตอบการแสดงความคิดเห็นใน FB อยู่เรื่อยๆและช่วงหลังๆก็แทบไม่มีเวลาได้ตอบเลย โดยเฉพาะข้อความที่พี่ๆน้องๆส่งเข้ามาเลย ต้องขออภัยด้วยน่ะครับ

วินาทีที่รู้ว่าจะไม่ได้อภิปรายในสภาฯแน่ๆ ตัวผมเองในตอนนั้นคือโกรธมากๆนะครับ แม้แต่ตอนลงไปปอภิปรายนอกห้องประชุม ที่จุดแถลงข่าวก็ยังโกรธอยู่ แต่ตอนนี้เห็นกำลังใจจากทุกท่านแล้ว ต้องบอกว่าหายเหนื่อยเลยครับ

       #กูสั่งให้มึงเข้าสภา ครับผม กำลังไปสภาครับ

 

1 2